LOGIN_TO_YOUR_ACCOUNT

MOD_BT_LOGIN_USERNAME
MOD_BT_LOGIN_PASSWORD
BT_REMEMBER_ME

Font Size

SCREEN

Profile

Layout

Menu Style

Cpanel

ทฤษฎีใหม่

ทฤษฎีใหม่

            ความสำคัญของทฤษฎีใหม่                  

           ๑.  มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน  เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน                  

           ๒.  มีการคำนวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี                  

           ๓.  มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง ๓ ขั้นตอน


           ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น  ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น  ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง  พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐%  ให้ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง  ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ  พื้นที่ส่วนที่สอง  ประมาณ ๓๐%  ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี  เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้  พื้นที่ส่วนที่สาม  ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ  เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย  พื้นที่ส่วนที่สี่  ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ

           ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง  เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว  ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์  ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน

           (๑)  การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)  -  เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย  การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก

           (๒)  การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)  -  เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด  เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว  ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย

           (๓)  การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)  -  ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร  โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า  ที่พอเพียง

           (๔)  สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)  -  แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้  หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน

           (๕)  การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา) -  ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง

           (๖)  สังคมและศาสนา  -  ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น  จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน  ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ

           ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม  เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว  เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป  คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท  ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต  ทั้งนี้  ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ

           -  เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)

           -  ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ  (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)

           -  เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก  (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)

           -  ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ  ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ที่มา : http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/porpeing/porpeing.html