LOGIN_TO_YOUR_ACCOUNT

MOD_BT_LOGIN_USERNAME
MOD_BT_LOGIN_PASSWORD
BT_REMEMBER_ME

Font Size

SCREEN

Profile

Layout

Menu Style

Cpanel

พระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

พระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง

                       “...เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ  การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ  เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร  เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว  ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน  แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย  แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย...” พระราชดำรัส  เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙  พฤษภาคม ๒๕๒๙

 

                        “...เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย  เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก  เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก  เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ  ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว  แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป  ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๓๔

 

                        “...ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี  ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี  การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร  อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ  มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า  แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี  แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖
 

“...เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร  ใช้คำว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จำนวนมากพอสมควร  แต่ใช้คำว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๓๙

 

                        “...ที่เป็นห่วงนั้น  เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่า  ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและดำเนินการต่อไปทุกด้าน  มีภัยจากธรรมชาติกระหน่ำ ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้  เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน  แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา  แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน  อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๓๙

 

                        “...การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ  สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง  ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง  จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ  จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้  แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๓๙.

 

                        “...เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า  เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้  ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี  และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๔๑

 

“...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก  คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย  ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง  ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้  แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔  ธันวาคม ๒๕๔๑

 

                        “...ไฟดับถ้ามีความจำเป็น  หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ  หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ  ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้  ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน  ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้  คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓  ธันวาคม ๒๕๔๒

 

                        “...โครงการต่างๆ  หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่  ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า  แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ  เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน  เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่จริงแล้ว  เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน...” พระราชดำรัส  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา                  

                       ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓  ธันวาคม ๒๕๔๒

 

                        “...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ  ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น  สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง  คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด  ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู  ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ  ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่  และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...”

                       ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข  วังไกลกังวล  วันที่  ๑๗ มกราคม ๒๕๔๔

 

ที่มา : http://www.chaipat.or.th/chaipat/content/porpeing/porpeing.html